ผู้เขียน หัวข้อ: พญายอเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาโรคได้อย่างดีเยี่ยม  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 26, 2018, 02:34:34 PM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 138
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน เสลดพังพอนตัวเมีย , พญาบ้องทองคำ พญาบ้องดำ (ภาคกึ่งกลาง) , พญาปล้องคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (จังหวัดเชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนแมนดาริน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
ตระกูล  ACANTHACEAE
ถิ่นเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ดังเช่นว่าทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย เมียนมาร์ ลาว เขมร เป็นต้น แล้วก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์พื้นเมืองประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบมากขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสมหะพังพอนตัวเมียมีชื่อคล้องจองกัน ซึ่งก็คือ เสลดพังพอนตัวผู้ แต่ต่างกันตรงที่เสมหะพังพอนตัวผู้มีหนาม คุณประโยชน์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงระหว่างสมุนไพร 2 จำพวกนี้ ก็เลยเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มปนเถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบรวมทั้งโคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างราวๆ 2-3 เซนติเมตร แล้วก็ยาวโดยประมาณ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกราว 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 3-4 ซม. ปลายแยกออกเป็น 2 ปากเป็นปากด้านล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียสะอาดไม่มีขน ออกดอกในช่วงราวตุลาคมถึงมกราคม ผลได้ผลสำเร็จแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร ก้านสั้น ด้านในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธี คือ การปักชำและก็การแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แม้กระนั้นจำนวนมากมักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่บริบูรณ์ไม่มีโรค ไม่แก่ ไหมอ่อนเหลือเกิน ตัดกิ่งชนิดให้มีความยาว 6-8 นิ้ว แล้วก็มีตาบนกิ่งราวๆ 1-3 ตา ให้มีใบคงเหลือที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงรอบๆรอยตัดของตัวการ รวมทั้งกิ่งพันธุ์เพื่อคุ้มครองปกป้องเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนซุยปนทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง แล้วก็สะดวกในการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในอุปกรณ์ปลูกลึกโดยประมาณ 3 นิ้ว และปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้เปียกแฉะและก็รักษาความชื้นให้เพียงพอพึงระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมาก กิ่งปักชำจะออกรากด้านใน 3-4 อาทิตย์ แล้วใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกเอาไว้ในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรจะเก็บใบขนาดกึ่งกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินไป โดยให้ใช้ขั้นตอนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. ภายหลังเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถแตกออกแตกกิ่งก้านสาขาเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลต่อไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำวันแล้ววันเล่า ถ้าหากแดดจัดควรรดน้ำรุ่งเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเติบโตก้าวหน้าในดินทุกประเภทที่มีการระบายน้ำได้ดี แม้กระนั้นถูกใจดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำดีเยอะที่สุด  ชอบอากาศร้อนเปียกชื้น ขึ้นเจริญทั้งๆที่มีแดด(แดดไม่จัด) แล้วก็ที่ร่ม
องค์ประกอบทางเคมี  รากของพญายอ ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดสอบพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถยับยั้งอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกลุ่ม Monoglycosyl diglycerides ตัวอย่างเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสเริมและงูสวัด
                นอกเหนือจากนั้นพญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 จำพวก โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความหมายต่อชีวิต อย่างเช่น   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol และก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ชนิด    C-Glycosyl flavones เช่น    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin รวมทั้งสารสกัดได้จากต้นและก็ใบได้สาร Gluco-sides  5   ชนิด    (1)    Cerebrosides แล้วก็  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl รวมทั้ง    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 จำพวก    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มเป็น   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  รวมทั้ง    Phacoph-orbide A  และสารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  จำพวก   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  แล้วก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3  จำพวก    Entadamide A, Entadamide C   และก็    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
ผลดี / สรรพคุณ สรรพคุณของพญายอตามตำรายาไทย
กล่าวว่า ใบ – ใช้ทำลายพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกหัด ราก  - ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับรอบเดือน แก้เมื่อยบั้นท้าย ชูกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนอีกทั้ง 5  (อีกทั้งต้น) -   ใช้ทำลายพิษ โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก  โรคตับเหลือง รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดลับขัดยอก บวมช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายแบบ อาทิเช่น ครีมพญายอ ใช้ทุเลาลักษณะของโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้ทุเลาอาการผื่นผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน เป็นต้น
แบบอย่าง / ขนาดการใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำอย่างรอบคอบผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดิบได้ดี

  • รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสมหะพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่จนกระทั่งเกินไป)เอามาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำกินหรือเอาน้ำทาแผลแล้วก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำแช่ข้าว ใช้พอกบนศีรษะคนเจ็บราว 30 นาที อาการไข้รวมทั้งลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบ) ด้วยการใช้รากสดเอามาต้มกินครั้งละราว 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวราวๆ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการกางใบสดประมาณ 10-15 ใบ ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป และอาการเจ็บปวดจะหายไปด้านใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการใช้ใบนำมาตำผสมกับเกลือรวมทั้งสุรา ใช้พอกรอบๆที่เป็น เปลี่ยนแปลงยาทุกเช้าตรู่และเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเพราะเหตุว่าแมลงกัดต่อย แล้วก็เริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมแล้วก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอปริมาณร้อยละ 4 – 5   รวมทั้งสารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีลักษณะอาการ วันละ 5 ครั้ง
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดย carrageenan และลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดโดยฉีดลมและน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถที่จะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มิลลิกรัม/กก. จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เท่าๆกับแอสไพรินขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองและการเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และก็ 48.30% ตามลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มล. มีผลต่อ cytokines  ที่เกิดในแนวทางการอักเสบหมายถึงยับยั้ง  interleukin-1-b แม้กระนั้นไม่สามารถยับยั้ง interleukin-6 แล้วก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และก็ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 และ 1:1,200 ตามลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 และ 1:4,800 ตามลำดับ จะฆ่าเชื้อโรคไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากยิ่งกว่า 1:18,000 แล้วก็ 1:9,600 เป็นลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะเห็นว่าเมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์แล้วฤทธิ์ในการยั้งไวรัสต่ำลง
          คนเจ็บโรคงูสวัด จำนวน 51 ราย  ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามชนิดของยา รวมทั้งให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนเจ็บทุกรายมาพบแพทย์ภายใน 48 ชม.หลังจากมีลักษณะ  โดยให้ทายาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน ตราบจนกระทั่งแผลจะหาย พบว่าผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน รวมทั้งหายภายใน 7-10 วัน มีเยอะมากกว่ากลุ่มหวานใจษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดน้อยลงเร็วกว่า และไม่เจอผลข้างเคียงอะไรก็ตาม
ฤทธิ์ต่อต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ แล้วก็สารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบไม่อาจจะยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และก็ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
คนป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream ปริมาณ 26 คน แล้วก็ยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า คนไข้ที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมพญายอ รวมทั้ง acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 และก็หายข้างในวันที่ 7 ต่างจากแผลของคนเจ็บที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 รวมทั้งหายในวันที่ 7-14 หรือเป็นเวลายาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคาย เวลาที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
คนเจ็บโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำ ปริมาณ 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการดูแลรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน แล้วก็ยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากรุ๊ปหวานใจษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดด้านใน 3 วัน รวมทั้งหายด้านใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีไม่เหมือนกันจากการรักษาด้วย acyclovir cream แม้กระนั้นยา acyclovir cream จะมีผลให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และก็ 2,430 มิลลิกรัม/กก.  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยกรดอะซีติค และเพิ่มการซึมผ่านของผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะมีความแรงเท่าๆกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กก. สำหรับเพื่อการลดการบิดตัว แต่จะมีความแรงน้อยกว่าในการลดการซึมผ่านฝาผนังเส้นเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่ทำให้เห็นว่ามีฤทธิ์ยับยั้งปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  และให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังกล่าวทางปากหนูถีบจักร  ไม่เป็นผลลดการบิดตัวของหนูด้วยเหมือนกัน
นอกเหนือจากนี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบรวมทั้งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะซิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มล. สามารถยั้ง Bacillus cereus รวมทั้ง candida albican สาร    Flavonoids แล้วก็    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกชนิด ยั้งแบคทีเรียได้ไพเราะเพราะพริ้งมี Carbonyl group และก็    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเล่าเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์คุ้มครองทําลายเซลล์เยื่อแผล แต่ว่าไม่มีฤทธิ์ยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษรวมทั้งการทดลองความเป็นพิษ
          การทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 กรัม/กิโลกรัม 48 ชม. หลังให้ทางปาก แล้วก็มีค่า 3.4 ก./กก. เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดวันแล้ววันเล่าเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แต่ว่าเจอน้ำหนักไธมัเศร้าใจลงในช่วงเวลาที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความไม่ปกติต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะไม่ปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเท่ากันใบแห้ง 5.44 กรัม/โล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่นำมาซึ่งอาการพิษอะไรก็แล้วแต่และเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./โล และก็ 540 มิลลิกรัม/โล ทุกวี่วัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเติบโต แม้กระนั้นน้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ขณะที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความผิดปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่พึงปรารถนาใดๆ
ข้อเสนอ / สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง พญายอก็ราวสมุนไพรประเภทอื่นๆเป็น ควรที่จะใช้ในปริมาณที่พอดีไม่ควรใช้มากเกินไปหรือนานจนกระทั่งเกินความจำเป็นเนื่องจากว่าอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ แล้วก็ถึงแม้ในอดีตกาลจะมีการใช้ใบสดเอามาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล แล้วก็ให้ผลการดูแลรักษาที่ดี แต่ว่าในปัจจุบันแนวทางนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว เพราะว่าจะชำระล้างแผลได้ยาก รวมทั้งอาจจะก่อให้แผลติดโรคและเป็นหนองจนขยายไปยังบริเวณอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.