ผู้เขียน หัวข้อ: สมุนไพรพิมเสน มีวิธีรักษาโรคพร้อมทั้งสรรพคุณ-ประโยชน์ดีๆ  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 26, 2018, 08:57:14 AM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 147
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนคืออะไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิเช่น ภิมเสน น่ากลัวเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” แขกฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorรวมทั้งพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงเรื่อๆ(แม้เป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงและก็มีควันมาก ไม่มีเถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ สมัยก่อนคนประเทศไทยนิยมใช้ใส่เอาไว้ภายในหมากพลูบด
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  และเป็นสารกรุ๊ปเทอร์พีน มีสูตรเคมีเป็น C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงและก็มีควันมาก ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ อาทิเช่น น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
มูลเหตุ พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้จำพวก (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ไม่ได้ถูกข้อบังคับชื่อไทยไว้ ซึ่งในแบบเรียนยาแผนโบราณจำนวนมากก็จะพูดถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะถ้าเกิดเรียกว่าต้นพิมเสนอาจกำเนิดความสับสน เพราะเหตุว่าต้นพิมเสน นั้นยังซึ่งก็คือพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เครือญาติ Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในตระกูลยางนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งมักพบในรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีกิ่งก้านสาขาใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบลำพัง ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมยวนใจ กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลสำเร็จแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแบออกเป็นปีก มี 1 เม็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), แล้วก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” จึงเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ผลดี/สรรพคุณ ถึงแม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นจำพวกธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสลด กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวายใจ ทำให้ง่วงซึมแก้กลยุทธ์ปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมยวนใจ ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในตำราพระโอสถพระนารายณ์: กำหนด “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน แล้วก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้จมูกแก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในศีรษะ ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง และก็พิมเสนด้วย บดเป็นผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศรีษะ วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา นอกเหนือจากนี้พิมเสนยังใช้เป็นส่วนผสมใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ รวมทั้งในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา คนประเทศไทยพวกเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าเนื้อหาเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เพราะว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่เฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และคาบสมุทรมลายู จึงทำให้การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน เป็นต้นว่า

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ดังเช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งกล่าวว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการทำลายเชื้อได้หลายแบบ ตัวอย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และก็ยังคงใช้สำหรับในการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของพิมเสนในการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตรอบๆใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยับยั้งสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ดังเช่นว่า prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยทำให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา เหมือนกับการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการศึกษาทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งบางครั้งอาจจะเพราะว่าการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ก็มีการระบุข้อจำกัดสำหรับการใช้พิมเสนไว้ว่า หากดมกลิ่นติดต่อกันนานอาจเกิดอันตรายได้ เนื่องมาจากสารนี้ก่อให้เกิดอาการเคืองบริเวณทางเท้าหายใจ นอกจากนี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการใช้กำเนิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ ในตำรายาไทยกำหนดไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมเอามาบดเป็นผุยผงเข้ากับแบบเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าเกิดใช้ด้านนอกให้นำมาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลตามที่ต้องการ ส่วนขนาด/ปริมาณของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเจาะจงให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ห้ามดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานด้วยเหตุว่าจะทำให้กำเนิดอาการระคายบริเวณฟุตบาทหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางก็เลยไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรเก็บไว้ในที่แห้งและก็มีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในขณะนี้พิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว เพราะว่ามีราคาแพง โดยมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยปกติ ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้ชอบมีรสเผ็ดกัดลิ้น หากเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะก่อให้เย็นปากเย็นคอ จำเป็นต้องต้องระวังสำหรับการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7