แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
อื่นๆ / เมื่อไรที่ต้องใช้ แผ่นซับเสียง
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:41:27 PM »
เมื่อไรที่ต้องใช้ แผ่นซับเสียง

เมื่อเราต้องการลดเสียงก้องกังวานหรือเสียงสะท้อนภายในห้อง การติดตั้งแผ่นซับเสียงหรือวัสดุซับเสียง ดูจะเป็นแนวทางการลดปัญหาเสียงก้องเสียงสะท้อนที่ประหยัดเงินสุด และได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจหรือได้ผลดีเลิศในหลายๆกรณี เช่น ติดตั้งแผ่นซับเสียงในห้องประชุม การติดตั้งวัสดุซับเสียงในห้องอบรมหรือห้องสัมมนา การเพิ่มวัสดุที่มีพื้นที่ในการดูดซับเสียง ไม่ว่าจะเป็นพรม เก้าอี้ที่มีฟองน้ำ รวมไปถึงผ้าม่านที่หน้าต่างหรือประตูห้อง เหล่านี้ล้วนเพิ่มพื้นที่ดูดซับพลังงานเสียง ทำให้ค่าการสะท้อนของเสียงลดลง ส่งผลให้สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องตะโกนหรือเสียสมาธิในการใช้ห้องหรือพื้นที่นั้นๆ



แผ่นซับเสียงมีกี่แบบ

วัสดุที่ใช้ในการลดเสียงโดยส่วนมากจะถูกผลิตขึ้นจากวัตถุดิบไม่กี่ประเภท โดยเฉพาะวัสดุซับเสียงหรือแผ่นซับเสียงที่เราเรียกกัน จะผลิตจากวัสดุที่มีเส้นใยสั้นๆหรือมีความพรุนอยู่ด้านใน ไม่แข็งจนเป็นเนื้อเดียวกันไปหมด แผ่นซับเสียงที่มีจำหน่ายในเมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุประเภท ใยแก้ว (fiberglass) ใยหิน (rockwool) ใยโปลีเอสเตอร์ (polyester felt) ยางสังเคราะห์ (synthetic rubber) ใยสแตนเลส (stainless steel wool) ใยอลูมิเนียม (aluminum wool) พียูโฟม (polyurethane foam) เยื่อไม้ (wood wool) เป็นต้น ซึ่งวัสดุดังกล่าวจะมีขนาด ความหนาแน่น น้ำหนัก และราคาที่ค่อนข้างต่างกันพอสมควร เช่น ใยสแตนเลส ที่ใช้สำหรับซับเสียงที่ปลายท่อไอเสียรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ จะมีน้ำหนักต่อตารางเมตรและราคาต่อหน่วยสูงกว่าแผ่นซับเสียงใยแก้วที่ใช้ลดเสียงสะท้อน ในห้องหรืออาคารบ้านพักอาศัยทั่วไป



ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพแผ่นซับเสียง

เช่นเดียวกับวัสดุทางวิศวกรรมหลายรายการ แผ่นซับเสียงจากผู้ผลิตแต่ละค่าย จะมีความพิเศษและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป แต่คุณสมบัติประการหนึ่งที่จะต้องแจ้งให้ผู้ใช้งานหรือผู้ออกแบบทราบก็คือ “ค่าสัมประสิทธิ์การซับเสียง” หรือ Sound Absorption Coefficient (SAC) โดยมีค่าเต็มคือ 1.0 และหากแต่ละความถี่เสียง (frequencies) มีค่า SAC เข้าใกล้ 1.0 เท่าไร ก็แสดงว่าแผ่นซับเสียงหรือวัสดุนั้นมีคุณสมบัติซับเสียงหรือลดพลังงานเสียงในย่านความถี่นั้นได้ดี เช่น หากมีค่า SAC ที่ 2000Hz คือ 0.95 แสดงว่าวัสดุนั้นสามารถดูดซับพลังงานเสียงที่ความถี่ 2000Hz ได้ร้อยละ 95 นั่นเอง ตัวชี้วัดต่อมาก็คือค่า Noise Reduction Coefficient (NRC) หรือ “ค่าสัมประสิทธิ์การลดเสียง” จะมีค่าเต็มคือ 1.0 เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ค่า NRC ของแผ่นซับเสียงยี่ห้อหนึ่ง ได้ถูกระบุว่า NRC 0.80 จะหมายถึงค่าเฉลี่ยของ SAC ที่ 250Hz 500Hz 1000Hz 2000Hz และ 4000Hz ของแผ่นซับเสียงนั้นนั่นเอง



ทำไมเลือกแผ่นซับเสียงที่มี ค่า SAC และ NRC สูงๆ แล้วเสียงยังไม่ลดลงหรือลดลงน้อยมาก

ข้อผิดพลาดประการหนึ่งในการนำแผ่นซับเสียงมาใช้ในงานลดเสียงดังจากเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีพลังงานเสียงสูง คือการพิจารณาค่า NRC และค่า SAC ของวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้คำนวณหรือวิเคราะห์ต่อไปในเรื่องของ พลังงานเสียง ความเข้มเสียง ความสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียง ความสั่นสะเทือนของโครงสร้าง ระยะความสูงของแหล่งกำเนิดเสียง ทิศทางที่เสียงเดินผ่าน รวมไปถึงการสอดแทรกของเสียงอื่นในบริเวณนั้น เพราะปัญหาเสียงดังรบกวนหรือเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในบางกรณี ไม่สามารถลดเสียงหรือแก้ปัญหามลภาวะทางเสียงนั้นได้ด้วยแผ่นซับเสียงเท่านั้น จะต้องเป็นระบบผสมที่ช่วยให้การลดเสียงในส่วนต่างๆได้ผลพร้อมๆกันในคราวเดียว ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ของสตีมเทอร์ไบน์ที่มีระดับเสียงเกินกว่า 95 dBA จะไม่สามารถลดเสียงในบริเวณนั้นได้ โดยการทำห้องครอบและใช้แผ่นซับเสียงที่มีค่า NRC 0.80 แต่เพียงอย่างเดียวได้ จะต้องมีการลดเสียงที่ตัวสตีมเทอร์ไบน์และระบบต่อพ่วงเช่น ท่อ พัดลม หม้อพัก รวมไปถึงเสียงจากมอเตอร์ลงก่อน จึงจะไปคำนวณเลือกแผ่นซับเสียงที่สามารถลดเสียงส่วนที่เหลือได้


เมื่อไรที่ต้องใช้ แผ่นซับเสียง ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่น่ี่ https://www.ฉนวนกันเสียง.com/แผ่นซับเสียง/

2
เทคนิคการดูแลผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ สดใส ชะลอวัย และสุขภาพดี

            1) ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มีความจำเป็นต้องแต่งหน้า หมอแนะนำให้เช็ดทำความสะอาดผิดหน้าด้วย cleanser ก่อนแล้วล้างหน้าทำความสะอาดอีกครั้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อาจอุดตันบริเวณรูขุมขนซึ่งสามารถทำให้เกิดสิวได้ การเลือก cleanser และผลิตภัณฑ์ล้างหน้านั้น สำคัญมากๆ ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มี alcohol หรือมีสครับเม็ดบีดขัดถูหน้า เพราะจะทำให้ผิวแห้ง แพ้ง่ายและก่อให้เกิดการระคายเคืองได้

            2) หมอแนะนำให้อาบน้ำอุณหภูมิปกติ ด้วยสบู่เหลวที่ไม่มีน้ำหอม มากกว่าอาบด้วยน้ำร้อนและสบู่ก้อน เพราะน้ำร้อนและสบู่ก้อนมีโอกาสจะดึงน้ำออกจากผิว ทำให้ผิวแห้ง แดงและคันได้ ผู้ป่วยบางท่านอาบน้ำบ่อยๆ ด้วยน้ำเปล่า ก็มีโอกาสทำให้ผิวแห้ง แพ้ง่ายได้ หมอแนะนำให้อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง และใช้ครีมอาบน้ำที่ไม่มีน้ำหอมจะดีกว่า การอาบน้ำด้วยน้ำเปล่า เนื่องจาก pH ของน้ำมีค่า 7 ก็สามารถดึงน้ำออกจากผิวทำให้แห้ง แดง และคันได้ ดังนั้นการใช้ครีมอาบน้ำที่มี pH ใกล้เคียงกับผิวหนัง (pH 5.5) จะถนอมผิวได้ดีกว่า

            3) หลังอาบน้ำและเช็ดตัวแห้งหมาดๆ แล้ว หมอแนะนำให้ทาครีมได้เลยภายใน 3 นาทีครับ (Golden Period) เพราะเป็นช่วงที่ครีมจะซึมสู่ผิวได้ดี ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากมาย ที่มีส่วนผสมของสารที่เป็นองค์ประกอบของผิวหนัง สารให้ความชุ่มชื้น สารต่อต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของผิวหนัง ครีมที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ คือครีมที่คนไข้ชอบใช้เป็นประจำ ใช้แล้วไม่แพ้หรือระคายเคือง ไม่เหนียวเหนอะหนะเกินไป การทาครีมเป็นประจำดีกับสุขภาพผิวแน่นอน

            4) ผู้ป่วยมักจะขนผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า มาถามหมอเสมอว่า จะใช้อย่างไร ใช้อะไรก่อนหลังดี หมอมีเทคนิคดีดีมาแนะนำ ในการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้ได้ผลดี หมอแนะนำให้ทาผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อเนียน ซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายก่อน และตามด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อหนาและหนัก เช่น หมอแนะนำ ให้ทา เซรั่ม เจล ครีมเนื้อโลชั่น จากนั้นจึงตามด้วยครีมที่มีเนื้อหนาและหนัก โดยผลิตภัณฑ์ กลุ่มขี้ผึ้ง (ointment) แนะนำให้ทาเป็นลำดับสุดท้าย เพราะถ้าทาก่อนจะทำให้ครีมที่ทาหลังจากนั้นซึมเข้าสู่ผิวได้ยาก ใครทาครีมบำรุงมากมายแล้วยังรู้สึกผิวยังใสไม่ทันใจ อาจลองพิจารณาทำ Treatment ผลักวิตามินบำรุงผิวได้

            5) ใครอยากมีผิวสวยสดใส มีริ้วรอยลดลง ต้องทำตามคำแนะนำของหมอข้อนี้เลย บ้านเราเป็นเมืองร้อนมีแสงแดดค่อนข้างจ้า มีการศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า UVA และ UVB ที่อยู่ในแสงแดดจะสามารถทำให้ผิวหมองคล้ำ ไม่สดใส ผิวแก่ก่อนวัย และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นการทาครีมกันแดดและปกป้องตัวเองจากแสงแดด เช่น ใส่หมวกปีกกว้าง กางร่ม ใส่เสื้อแขนยาว เป็นสิ่งที่สำคัญ ปัจจุบันครีมกันแดด นอกจากจะมีค่าปกป้อง UVA และ UVB แล้ว ในครีมกันแดดยุคใหม่ยังประกอบด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลผิว ลดการอักเสบของผิว และยังสามารถปกป้องผิวจาก visible light ซึ่งจะทำให้ผิวหมองคล้ำได้อีกด้วย

            6) โรคผิวหนังหลายชนิดนั้นสามารถกำเริบได้ หากมีภาวะเครียดหรือพักผ่อนน้อย ดังนั้นหากเราพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ทำจิตใจให้สดใสผ่องแผ้ว ไม่เครียดจนเกินไป ทำงานอดิเรกหรือสิ่งที่สนใจ ทำชีวิตให้สนุกมีความสุข หมอเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมให้สุขภาพกายและผิวพรรณดีขึ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่าสวยสดใสมาจากภายในสู่ภายนอก “True beauty comes from the inside out”



เทคนิคการดูแลผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ สดใส ชะลอวัย และสุขภาพดี ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://www.สุขภาพ.cc/

3
BEN klean น้ำยาทำความสะอาดสูตรชีวภาพ ไร้สารเคมี
ทำความสะอาดได้อเนกประสงค์ เจือจางได้อีก 100 เท่า!
ปลอดภัย ไม่มีฤทธิ์กันกร่อน ไม่เป็นอันตราย ไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง
เป็นมิตรต่อคน แมลง สิ่งแวดล้อม

ทาง BCI ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพครบวงจร พร้อมทั้งทีมวิจัย พัฒนา ได้คิดค้นเทคนิคกระบวนการและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วิธีบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำมา แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาน้ำเสีย การส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมสาธารณสุขและควบคุมป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสุขภาวะที่มีผลมาจากยุง แมลงวัน แมลงสาบ ซึ่ง BCI สร้างสรรค์เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้ใช้ และมีวิธีการที่ง่าย สะดวก ต่อการใช้งานและการขยายผล ได้แก่ การนำจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพสูง บีกรีน มาใช้ในการจัดการน้ำเน่าเสียพร้อมๆ กับกำจัดลูกน้ำยุง ไข่หนอนแมลงวัน แมลงสาบ


คุณสมบัติและความโดดเด่นของบีกรีน
บีกรีน ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ ชนิดผง ที่พัฒนามาจาก นวัตกรรม การผสานเทคโนโลยีชีวภาพ (จุลินทรีย์คัดสายพันธุ์) กับ นาโนเทคโนโลยี (สารเร่งปฏิกิริยา- สารสกัดจากธรรมชาติ) เพื่อใช้ในการ บำบัดแหล่งน้ำเน่าเสีย กำจัดกลิ่นเหม็น และควบคุมลูกน้ำยุง หนอน แมลงวัน ตามแหล่งน้ำเน่าเสีย กองขยะ บ่อบำบัดสิ่งปฏิกูล
คุณสมบัติของจุลินทรีย์คัดสายพันธ์ุในบีกรีน มีประสิทธิภาพสูงในการ ย่อยสลายอินทรีย์สารกำจัดกลิ่นและ บำบัดน้ำเน่าเสีย และย่อยสลายไขมัน-สารอินทรีย์ บำบัดน้ำเสีย ควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุง หนอน แมลงวัน นอกจากนี้ความเด่นพิเศษของ บีกรีน คือมีสารพลังเสริมที่มีฤทธิ์ในการเร่งการย่อยสลายอินทรีย์สารและยับยั้งการเจริญเติบโตของลูกน้ำยุง หนอนแมลงวัน ทำให้บีกรีนมีความโดดเด่นทั้งในการบำบัดน้ำเน่าเสีย ปรับสภาพให้น้ำใส กำจัดกลิ่น ย่อยไขมัน และยังมีพลังในการกำจัดลูกน้ำยุงในแหล่งน้ำ ร่วมกับกำจัดไข่หนอนแมลงวัน แมลงสาบ ซึ่งเป็นต้นแหล่งกำเนิดของพาหะนำโรคร้ายมาสู่คน



สนใจติดต่อ
Call Center: 02 880 4744
Telesales: 088 022 3536 (กิ๊ฟ)
088 022 3533 (แอน)

Line: @bcithailand
Facebook: Bciworld
Instagram: bci.official

BEN klean น้ำยาทำความสะอาดสูตรชีวภาพ ทางเลือกใหม่ของคนรักสิ่งแวดล้อม ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=DctYf2eox3o


ติดตามรายละเอียดสินค้า เพื่อสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพ ได้ท่ี่เว็บ https://www.bcithailand.net

4
อื่นๆ / ขนมอบ สโคนเชดดาร์ชีส
« เมื่อ: มกราคม 21, 2020, 08:40:20 PM »
 สโคนเชดดาร์ชีส

ใครไม่กลัวอ้วนอยากให้มาลองเมนูสโคนเชดดาร์ชีส ใส่ชีสลงผสมในแป้ง เพิ่มความหอมจากเนยสด ก่อนอบทาหน้าด้วยไข่แดง
ส่วนผสม สโคนเชดดาร์ชีส (ประมาณ 16 ชิ้น)

    เชดดาร์ชีส 100 กรัม   
    แป้งอเนกประสงค์ 300 กรัม
    เกลือนิดหน่อย
    ผงฟู 14 กรัม 
    เนยจืด (เย็น) 30 กรัม
    นม 200 กรัม 
    ไข่แดง (สำหรับทาหน้าขนมก่อนอบ) 1 ฟอง     
    ผงปาปริก้า แล้วเเต่ชอบ

วิธีทำสโคนเชดดาร์ชีส

     1. นำเชดดาร์ชีสมาขูด เตรียมไว้
     2. นำแป้ง เกลือ และผงฟู ใส่ในชามอ่าง คนให้ผสมกันด้วยดี ใส่เนยลงในอ่างผสม คนจนแป้งมีเนื้อคล้ายกับเนื้อทราย เติมนม นวดให้เข้ากันเล็กน้อย ใส่เชดดาร์ชีสขูด นวดให้เข้ากันจนเนื้อเนียน ประมาณ 5 นาที
     3. เมื่อนวดเข้ากันแล้ว ใช้ไม้คลึงแป้งให้หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร แล้วพักแป้งไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนตัด ใช้ที่ตัดวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร ตัดตัวแป้ง ใส่กระดาษรองถาดก่อนนำแป้งวาง
     4. นำไข่แดง 1 ฟองผสมกับเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย ทาที่หน้าตัวแป้งก่อนอบ
     5. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส อบประมาณ 13-15 นาที หรือจนขนมสุก ดูได้จากก้นขนมและตัวแป้งข้างในขนม
 




ขนมอบ สโคนเชดดาร์ชีส ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่น่ี่ https://www.onearoon.com/

5
จัดฟัน fastbraces: การจัดฟัน ควรระมัดระวังพอสมควรอะไรบ้างและทำความสะอาดอย่างไร การจัดฟัน จัดให้ฟันมีระเบียบ ฟันใดเกเรต้องโดนจัดให้เรียบร้อย โดยลวดยึดฟัน ให้ความห่าง ความชิดเรียบร้อยสวยงาม ซึ่งจะมีความเจ็บพอสมควร ซึ่งเมื่อมีการจัดฟันแล้วต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควรในการรับประทานอาหาร ทำความสะอาด และทำกิจกรรมใดๆที่ต้องเกี่ยวข้องกับฟัน เพราะการจัดฟันนั้น เป็นใช้ติดเครื่องมือ เป็นอีสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปติดตั้งในปากนั่นเอง จึงต้องดูแลเป็นพิเศษ

บางครั้งเครื่องมือนั้น หากไม่ระวังแล้ว จะสร้างการกระทบกระเทือนกับปากได้ อาทิ การขุด เสียดสี ระหว่างลวดจัดฟันไปกระทบกระพุ้งแก้ม ความเจ็บปวดของลวดดึงฟันเวลาเคี้ยวอาหาร การดูแลช่องปากจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อบรรเทา และรักษาไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แล้วต้องรักษากันไปอีก โดยการดูแลฟันหลังการจัดฟันนั้น ต้องใช้ความระมัดระวัง และความใส่ใจในช่องปากพอสมควร เพื่อความสะอาดและการจัดฟันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหลังจากการจัดฟันสิ้นสุดลง ซึ่งการดูแลนั้นทำได้ง่ายๆ คือ ต้องใส่ใจกับฟันโดยการไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อเปลี่ยนยางยึดฟันอย่างสม่ำเสมอ ขูดหินปูนทำความสะอาดฟันให้สะอาดเป็นประจำ แปรงฟันอย่างถูกวิธี บ้วนปากหลังรับประทานอาหาร เคลือบฟลูออไรท์ ป้องกันฟันผุ และเคลือบร่องฟัน เพื่อสุขภาพฟันที่ดีมองไปทางไหน วัยรุ่นยุคใหม่ก็นิยมจัดฟันกันทั้งหญิงและชาย เพื่อความต้องการให้ฟันสวยดูดี สร้างความประทับใจขณะยิ้ม เพราะถ้าหากยิ้มแล้ว ฟันไม่สวยดูรกรุงรังไม่เป็นระเบียบ คงไม่ชวนมองน่าดูนักในปัจจุบัน หลายคนฟันบิดเบี้ยวเพียงเล็กน้อยก็ไปใช้บริการการจัดฟันเสียแล้ว เพราะนอกจากการจัดฟันจะทำให้ฟันเป็นระเบียบเมื่อถอดเหล็กจัดฟันออกแล้ว ในเวลาที่ใส่เหล็กจัดฟัน หลายคนยังดูน่ารักมากอีกด้วย เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นปัจจุบัน

การจัดฟันจำเป็นสำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องของฟัน เพื่อสุขภาพของฟัน เหงือกและช่องปาก ในอนาคต เพราะหากมีฟันที่ผิดปกติ การเกิดปัญหาต่างๆตามมา ก็นับเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง แต่ด้วยความสวยงามหลังจากการจัดฟัน และเป็นแฟชั่นยอดฮิตขณะจัดฟัน วัยรุ่นจึงมองเป็นเรื่องจำเป็นและเรื่องยอดฮิต ว่าคนจัดฟันนั้นจะดูน่ารัก จนบางคนนั้นไม่ยอมถอดเหล็กจัดฟันกันเลยทีเดียว หรือเกิดเป็นการชินชาที่มีเหล็กจัดฟันอยู่ในปาก จนไม่ยอมถอดออก แม้ว่าครบกำหนดแล้วแต่ถ้าหากใครไม่ได้มีปัญหาเรื่องฟันมาก ในวัยรุ่น ก็ไม่จำเป็นที่ต้องจัดฟัน หากเป็นเพียงแฟชั่นยอดฮิตที่มาแล้วก็จบไป ก็เป็นเรื่องธรรมดา

ฟัน เป็น อวัยวะที่สำคัญ ใช้สำหรับบดเคี้ยวอาหาร เป็นอวัยวะที่ต้องรักษาความสะอาดให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะหากไม่รักษาความสะอาดแล้ว อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปาก ช่องปากและเหงือก มีปัญหาตามมาได้อย่างแน่นอน และโรคที่เกิดขึ้นจากปัญหาของฟันก็มีอยู่อย่างมากมาย การรักษาฟันนับจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

เมื่อรักษาฟันให้สะอาดแล้ว การจัดระเบียบฟันให้มีความสวยงาม ก็เป็นสิ่งที่หลายคนที่ต้องการให้ฟันมีความสวยงาม รอยยิ้มสดใสดูดี ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญ หลายคนก็นิยมจัดฟันอย่างมาก ดังนั้น เมื่อจะจัดฟัน ก็ควรดูแลรักษาฟันให้ดีเช่นเดียวกัน ก่อนจะได้ฟันสวยงาม ก็ต้องรักษาฟัน ก่อนที่จะผ่านกรรมวิธีการดูแลรักษาฟันขั้นตอนอื่นต่อไป




จัดฟัน fastbraces: การจัดฟัน ควรระมัดระวังพอสมควรอะไรบ้างและทำความสะอาดอย่างไร ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.idolsmiledental.com/pj-categs/promotion/

6
เทคนิคเลือก จัดเลี้ยงนอกสถานที่ อย่างไรให้ถูกใจ งานบริการที่ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบแน่นอนว่าผลดีคือทำให้มีการแข่งขันกันสูงก่อให้เกิดโปรโมชั่นและคุณภาพของสินค้าพร้อมบริการที่ดีขึ้น แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นความหนักใจของผู้จ้างเช่นกันว่าถ้าคิดจะจัดงานสักครั้งธุรกิจจัดเลี้ยงแบบไหนถึงจะเรียกว่ามีความเหมาะสมกับการจัดงานนั้นๆมากที่สุด และเพื่อให้การตัดสินใจดูมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น

ได้รวบรวมเอา 7 เทคนิคของวิธีเลือกและจัดการธุรกิจรับจัดเลี้ยงอย่างมืออาชีพ เพื่อที่จะได้catering ที่ดี พอใจทั้งผู้จัดงาน คนมาร่วมงานรวมถึงการมีไกด์ไลน์ที่ชัดเจนก็ยังทำให้ catering เองทำงานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญต่อไปนี้ก่อนเลือกใช้ธุรกิจรับจัดเลี้ยงใดๆควรพิจารณาให้เหมาะสมกันไปทีละประเด็น

1. แขกผู้มาร่วมงาน ธุรกิจจัดเลี้ยง
เป็นสมมุติฐานข้อแรกที่สำคัญมาก คำว่าแขกผู้มาร่วมงานนอกจากปริมาณแล้วก็ต้องคำนวณได้ด้วยว่า ในบรรดาแขกเหล่านี้มีแขกสำคัญเท่าไหร่ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนดรูปแบบของการจัดวางโต๊ะ เก้าอี้ รวมถึงบางเมนูที่อาจต้องมีสั่งพิเศษ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะหมายถึงหน้าตาของผู้จัดงานที่จะถูกกล่าวถึงไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว

2. ธีมของงาน
แต่ละการจัดงานจะมีธีมงานของตัวเอง โดยเฉพาะกับงานแต่งที่ดูเหมือนว่าจะหลากหลายแนวทางเลิศหรู อลังการ หรือว่าเรียบง่าย หรือจะเป็นแนวแฟนตาซี ทั้งนี้อาจรวมถึงงานวันเกิด งานเลี้ยงฉลองต่างๆ ที่ควรกำหนดธีมงานให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เลือกเมนูอาหารที่มีความสอดคล้องกันเพื่อเสริมบรรยากาศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการจัดธีมที่ดีก็สามารถหาร้านที่มีความเหมาะสมได้ง่ายอีกด้วย

3. สอบถามคนที่เคยใช้บริการร้านมาแล้ว
แน่นอนว่าการจัดงานคือการลงทุนในรูปแบบหนึ่งก็ย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ดีหลังการจัดงาน ดังนั้นการหาความมั่นใจที่ง่ายที่สุดคือสอบถามจากคนที่เคยใช้บริการของธุรกิจจัดเลี้ยงนั้นๆว่าเป็นอย่างไร ดีและมีข้อเสียอย่างไรบ้าง สิ่งที่ควรมีในคำถามก็คือวิธีบริการ การเอาใจใส่ลูกค้า รสชาติของอาหาร ปริมาณอาหาร รวมถึงความสะอาด ที่สำคัญคือเรื่องราคาเพื่อจะได้ต่อรองกับธุรกิจจัดเลี้ยงนั้นๆได้ด้วย


เทคนิคเลือก จัดเลี้ยงนอกสถานที่ อย่างไรให้ถูกใจ  ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://snss.co.th/dt_post/catering-service/

7
ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้ อาหารสายยาง ผู้ป่วยวิกฤต เป็นผู้ป่วยท้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหรือการทำงานของระบบร่างกายอาจจะล้มเหลวได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สำหรับการดูแลผู้ป่วยวิกฤตทั่วไป เราต้องระมัดระวังในทุกเรื่องอยู่แล้ว จะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อทำการรักษาหรือหัตการอยู่ตลอด เช่นผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น ผู้ป่วยวิกฤตมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายที่มีความผิดปกติ หรือบางรายอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆภายในร่างกาย ให้กระบวนการต่างๆทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ที่อาจจะมีการทำงานของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ หรือระบบย่อยอาหารที่อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นรางกายของผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากได้รับสารอาหารด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ คือต้องให้อาหารทางสายยางนั่นเอง

ซึ่งการให้อาหารทางสายยาง เป็นการให้อาหารสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ จึงจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยยาง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระมัดระวัง เพราะจะทำให้เกิดอันตรายหรือปัญหาอื่นๆตามมา เช่น อาจจะทำให้ส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงระบบขับถ่ายของผู้ป่วยที่ าจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติได้ เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารทางสายยาง เนืาองจากภาวะการเจ็บป่วย หรือผู้ป่วยที่อาจจะหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ละไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ก็ต้องได้รับการดูแลในเรื่องของการรับประทานอาหาร เพราะถ้าหากผู้ป่วยไม่ได้รับอาหาร น้ำ หรือยา อาจจะทำให้เกิดอันตายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยวิกฤตก็คือ ภาวะการขาดสารอาหาร หรือร่วมไปถึงทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยวิกฤต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย หรือและไม่ได้รับสารอาหารที่จะไปบำรุงร่างกาย อาจจะทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายเกี่ยวกัยระบบกล้ามเนื้อ สำหรับการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตทั่วไป เป็นการดูแลผู้ที่มีมีภาวะล้มเหลวหรือเสี่ยงต่อการล้มเหลวของการทำงานของอวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่นระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต โดยภาวะเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อย่างรุนแรง และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่คุกคามต่อความปลอดภัยของชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายอย่างรวดเร็ว หากละเลยผู้ป่วยอาจจจะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้ อาหารสายยาง ผู้ป่วยวิกฤต เป็นผู้ป่วยท้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหรือการทำงานของระบบร่างกายอาจจะล้มเหลวได้ จึงมีความจำเป็นจะต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สำหรับการดูแลผู้ป่วยวิกฤตทั่วไป เราต้องระมัดระวังในทุกเรื่องอยู่แล้ว จะต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อทำการรักษาหรือหัตการอยู่ตลอด เช่นผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น ผู้ป่วยวิกฤตมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายที่มีความผิดปกติ หรือบางรายอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆภายในร่างกาย ให้กระบวนการต่างๆทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารทางสายยาง ที่อาจจะมีการทำงานของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ หรือระบบย่อยอาหารที่อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นรางกายของผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากได้รับสารอาหารด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ คือต้องให้อาหารทางสายยางนั่นเอง

ซึ่งการให้อาหารทางสายยาง เป็นการให้อาหารสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้ จึงจำเป็นต้องให้อาหารทางสายยยาง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระมัดระวัง เพราะจะทำให้เกิดอันตรายหรือปัญหาอื่นๆตามมา เช่น อาจจะทำให้ส่งผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงระบบขับถ่ายของผู้ป่วยที่ าจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติได้ เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารทางสายยาง เนืาองจากภาวะการเจ็บป่วย หรือผู้ป่วยที่อาจจะหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ละไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ก็ต้องได้รับการดูแลในเรื่องของการรับประทานอาหาร เพราะถ้าหากผู้ป่วยไม่ได้รับอาหาร น้ำ หรือยา อาจจะทำให้เกิดอันตายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยวิกฤตก็คือ ภาวะการขาดสารอาหาร หรือร่วมไปถึงทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ส่งผลไปถึงกล้ามเนื้อของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยวิกฤต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย หรือและไม่ได้รับสารอาหารที่จะไปบำรุงร่างกาย อาจจะทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายเกี่ยวกัยระบบกล้ามเนื้อ สำหรับการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตทั่วไป เป็นการดูแลผู้ที่มีมีภาวะล้มเหลวหรือเสี่ยงต่อการล้มเหลวของการทำงานของอวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่นระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต โดยภาวะเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อย่างรุนแรง และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่คุกคามต่อความปลอดภัยของชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกายอย่างรวดเร็ว หากละเลยผู้ป่วยอาจจจะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้ อาหารสายยาง ดูเพิิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://thetastefood.com/อาหารสายยาง/

8
ข้อคิดในการวางแผนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านคอนโด

สำหรับหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดสักหลัง แต่เนื่องจากบ้านและคอนโดในปัจจุบันถือเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูง ดังนั้นก่อนที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ผู้ซื้อจึงต้องมีการหาข้อมูล และตรวจสอบรายละเอียด และทำความเข้าใจกับกฎหมายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เข้าใจ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียเงิน เสียเวลาในภายหลัง ต่อไปนี้เป็นข้อคิดในการวางแผนก่อนตัดสินใจเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ บ้าน, คอนโดฯ, ทาวน์เฮาส์, โฮมออฟฟิศ เป็นต้น

1.สำรวจความต้องการของตนเอง
ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ผู้ซื้อจะต้องกำหนดความต้องการของตนเองว่ามีบ้านในฝันแบบไหน เช่น บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตกแต่งบ้าน ราคา รูปแบบ และเนื้อที่ใช้สอย

2. การตั้งงบประมาณ-ซื้อตามกำลังทรัพย์
การเลือกบ้านที่เหมาะสมควรเป็นไปตามกำลังความสามารถในการผ่อนชำระ ไม่ควรซื้อบ้านราคาสูงเกินกำลัง เพราะแทนที่จะมีชีวิตสุขสบายกับบ้านหลังใหม่ สามารถแบกรับภาระหนี้ในการผ่อนชำระต่อไปในอนาคตอีกนับสิบๆ ปี เพราะปกติเมื่อเราทำงานได้ตามเกณฑ์ทั่วไปที่ธนาคารกำหนด คือทำงานต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2  ปี ก็สามารถกู้ซื้อบ้านได้แล้ว หากซื้อบ้านที่มีราคาสูงเกินความสามารถก็จะกลายเป็นทุกข์เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาผ่อนชำระค่าบ้าน จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนหรือใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนั้น โดยทั่วไป ค่าผ่อนบ้านในอัตราที่เหมาะสม คือ 25% ของรายได้ และมากสุด ไม่ควรเกิน 35% เพราะจะทำให้ภาระหนี้ตึงมือ จนทำให้บ้านหลุดมือไปได้

3.การพิจารณาทำเลที่ตั้งโครงการ
หลังจากที่ผู้ซื้อประเมินกำลังเงินของตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า รายได้ของครอบครัวเหมาะสมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในประเภทไหนที่จะกู้เงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ และสามารถผ่อนส่งได้โดยไม่เดือดร้อน สิ่งแรกที่ผู้ซื้อจะต้องปฏิบัติคือ การหาข้อมูลเบื้องต้นของบ้านที่ต้องการซื้อ โดยยึดเอาทำเลที่ตั้งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด มาเป็นข้อพิจารณาอันดับแรกได้แก่ การเดินทางไปสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของสมาชิกในครอบครัว ระบบโครงข่ายคมนาคมที่มีระบบขนส่งรองรับ ทำให้การเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวันสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้านจะพิจารณาจากความเหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นหลัก

4.เลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม
เมื่อผู้ซื้อได้ทำเลที่ต้องการแล้ว ในแต่ละทำเลจะมีโครงการที่ให้ผู้ซื้อเลือกอย่างมากมายทั้งโครงการขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก สิ่งที่จะต้องพิจารณาในขั้นตอนต่อไป คือการพิจารณาเลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม สำหรับโครงการที่ดีนั้นควรจะมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ครบถ้วน เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายการจัดสรรที่ดินกำหนดหรือไม่ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ เช่น สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ หรือสปอร์ต คลับ มีตรงตามความต้องการของผู้ซื้อหรือไม่ ในบริเวณใกล้เคียงโครงการมีโรงเรียน โรงพยาบาล หรือศูนย์การค้าหรือไม่ รวมถึง สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโครงการ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหรือไม่

ข้อคิดในการวางแผนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อบ้านคอนโด ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://www.บ้านคอนโด.cc

9
วิธีแต่งบ้านสวยๆ ของตกแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านดูไม่น่าเบื่อด้วยสีธรรมชาติ

ใครๆ ก็อยากมีบ้านสวยๆ แต่จะแต่งบ้านอย่างไรให้บ้านสวยดีหล่ะ? คำถามนี้ยังคงค้างคาใจสำหรับคนที่กำลังคิดจะตกแต่งบ้าน แต่วันนี้ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเพราะเราได้นำวิธีการตกแต่งบ้านสวยๆ ด้วยสีธรรมชาติมาฝากทุกคน ซึ่งจะมีวิธีการเลือกใช้สีแบบไหน ตกแต่งอย่างไรนั้น ตามมาดูกันเลย


ก่อนที่จะเริ่มทำการใช้สีธรรมชาติตกแต่งให้บ้านสวยขึ้น จะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมถึงต้องเลือกใช้สีธรรมชาติในการตกแต่งบ้าน ทั้งนี้ก็เพราะสีธรรมชาติจะเป็นสีกลางที่สามารถตกแต่งบ้านให้สวยได้ง่ายเพราะสามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ และสีต่างๆ ได้ง่าย อารมณ์ประมาณว่าหากคุณใส่เสื้อสีขาว สีดำ คุณจะใส่กางเกงสีอะไรก็สามารถเข้ากับเสื้อผ้าสีขาว ดำ ได้อย่างลงตัว ซึ่งสีธรรมชาติที่เป็นสีกลางๆ นี้ได้แก่ สีขาว สีน้ำตาล สีครีม สีน้ำเงินเข้ม สีเหล่านี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการตกแต่งบ้านให้สวย เพราะเป็นสีหลักที่สามารถเข้าได้กับเฉดสีอื่นๆ


ทางเข้าบ้านถือเป็นสัมผัสแรกของคนที่ก้าวเข้ามาในบ้านจะได้พบเห็น ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่พลาดไม่ได้เลยที่จะทำการตกแต่งให้สวยเป็นที่แรก เพราะส่วนมากทางเข้าบ้านมักจะทำการตกแต่งให้ดูมีมิติ น่าประทับใจ เนื่องจากเป็นส่วนแรกภายในบ้านของคนที่เข้ามาในบ้านจะได้สัมผัส การใช้สีธรรมชาติให้ตัดกันอย่างสีน้ำตาล สีครีม สีขาว จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทางเข้าบ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อให้บ้านดูสว่าง ดูโปร่ง ดูกว้าง ซึ่งโทนสีอ่อนๆ ที่ตัดกับเฉดสีเข้มจะช่วยสร้างมิติของทางเข้าบ้านและทำให้มองเห็นพื้นที่ส่วนอื่นๆ ภายในบ้านดูกว้างขึ้นด้วย


ทั้งนี้เองตามที่กล่าวข้างต้นว่าการเลือกเฉดสีที่ตัดกันอย่างสีน้ำตาล สีครีม ให้ตัดกับสีขาว จะทำให้การตกแต่งบ้านดูออกมาสวย มีสเน่ห์ น่าหลงไหล จากการสร้างมิติของสีที่ตัดกัน ดังนั้นจำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องเลือกสีธรรมชาติหรือสีกลางๆ ออกมาเพียงสีเดียว แต่สามารถเลือกเฉดสีที่มีโทนแตกต่างกันได้มากกว่าหนึ่งสีแต่ไม่ควรเกิน 3 สีเพราะมิฉะนั้นบ้านสวยๆ ของคุณจะดูอึดอัดทันที


มาที่ห้องนั่งเล่นห้องที่เป็นในส่วนพักผ่อนที่สำคัญที่สุดของบ้านรองจากห้องนอน ควรเลือกใช้โทนสีธรรมชาติที่เป็นสีกลางอย่างโทนสีอ่อน หรือ สีขาว เพราะจะช่วยให้บรรยากาศในห้องดูโปร่ง โล่ง สบาย ที่สำคัญอย่าลืมเว้นช่องระหว่างสีด้วยบานหน้าต่างรับแสง และใช้เฟอร์นิเจอร์ไปทางโทนสีเดียวกันเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ช่วยผ่อนคลายมากที่สุดภายในห้องนั่งเล่น หากอยากให้ห้องดูอบอุ่นยิ่งขึ้นก็สามารถเลือกหมอนอิงที่มีเฉดสีฉูดฉาดมาไว้บนโซฟาเพื่อให้ห้องดูไม่โล่งเกินไปก็ได้ หากตกแต่งห้องนั่งเล่นให้ออกมาแนวนี้ได้ภาพรวมของการแต่งบ้านก็จะสวยขึ้นในพริบตา




วิธีแต่งบ้านสวยๆ ของตกแต่งบ้าน ที่ทำให้บ้านดูไม่น่าเบื่อด้วยสีธรรมชาติ ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.onearoon.com/

10
น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ไร้สารเคมี แถมไม่มีสารเคมีกวนใจ
BEN klean น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ไร้สารเคมี ทำความสะอาดได้อเนกประสงค์ ล้างจาน ล้างห้องน้ำ ถูพื้น ซักผ้า เจือจางได้มากถึง 1:100 ปลอดภัยต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ไม่มีฤทธิ์กัดกร่อน ไม่ทำลายพื้นผิววัสดุอุปกรณ์

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ BEN klean น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ไร้สารเคมี  ที่รับรองว่าใช้งานได้จริง แถมไม่มีสารเคมีกวนใจแน่นอน
คุณสมบัติและข้อเด่นของ ไบโอกรีส
-ใช้ในการ กำจัดกลิ่นเหม็น ทุกชนิด เช่น กลิ่นเหม็นจากกองขยะ กลิ่นน้ำเน่าเสีย กลิ่นหืนไขมัน กลิ่นคาวเลือด กลิ่นแก๊สตีย้อนจากท่อน้ำทิ้ง กลิ่นเหม็นจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนและอุตสาหกรรม กลิ่นเน่าเสียของซากพืชซากสัตว์ กลิ่นเหม็นรบกวนจากกากยางพารา เป็นต้น โดยการใช้ไบโอกรีสกำจัดกลิ่นเหม็น สามารถแก้ไขได้รวดเร็ว ค่อนข้างกำจัดกลิ่นเหม็นได้ทันที ตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไป หลังจากการใช้งาน

-ใช้ในการ กำจัดไขมันในน้ำเสีย และ ย่อยสลายไขมัน ตามเส้นท่อระบายน้ำ รวมทั้งไขมันสะสมในแหล่งน้ำ หรือในระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อแก้ไขปัญหาท่อระบายน้ำอุดตันจากการสะสมของไขมัน และป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นท่อระบายน้ำ โดยการใช้ไบโอกรีส กำจัดไขมัน สามารถเห็นผลได้รวดเร็วชัดเจน ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากการใช้งาน สามารถกำจัดไขมันในน้ำเสียได้ทั้งสามประเภท ไขมันลอยตัว ไขมันแขวนลอย และไขมันละลายน้ำ

- ใช้ในการ บำบัดน้ำเสีย ปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดี เพื่อให้ค่าน้ำทิ้งปรับเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานตามการออกแบบ โดยการใช้ไบโอกรีสในการบำบัดน้ำเสีย สามารถใช้งานได้ทั้งในระบบบำบัดน้ำเสียแบบมีอากาศและไม่มีอากาศ ช่วยให้ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานได้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ

- ลดการใช้สารเคมีในการปรับสภาพน้ำเสียต้นทาง ก่อนเข้าสู่ระบบ บำบัดน้ำเสีย ได้แก่ ลดและเลิกการใช้โซดาไฟ ปูนขาว หรือสารปรับสภาพ pH การใช้งานไบโอกรีสในการบำบัดน้ำเสียตั้งแต่ต้นทาง เป็นการช่วยลด BOD Loading . COD , SS , Oil and Grease (FOG) ส่งผลให้ลดภาระสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ ฯ รวมทั้งช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการเติมอากาศ และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดกากตะกอนส่วนเกิน (Excess Sludge)

- ใช้ในการแก้ไขปัญหาสภาพสีน้ำ ช่วยเปลี่ยนสีน้ำจากสีดำเป็นสีน้ำตาลธรรมชาติ เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยส่งเสริมให้จุลินทรีย์ธรรมชาติทำงานได้ดีขึ้น คืนสมดุลสู่ธรรมชา

สนใจติดต่อ Call Center: 02 880 4744
Line: @bcithailand


น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ ไร้สารเคมี แถมไม่มีสารเคมีกวนใจ ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=6AYhyHF_kS8

ติดตามรายละเอียดสินค้า เพื่อสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพ ได้ท่ี่เว็บ https://www.bcithailand.net

11
การขบเคี้ยวแรงๆ ทำให้รากฟันเทียมอักเสบ

การดูแลรักษาช่องปากและฟันถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฟันของเราจะอยู่คู่กับเราไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะฟันจะต้องใช้ในการบดเคี้ยวอาหารหรือรับประทานอาหาร แต่หากเรามีฟันที่ไม่แข็งแรง มีปัญหาสุขภาพฟัน ก็จะมีผลต่อการรับประทานอาหาร ทำให้รู้สึกไม่เจริญอาหารหรือเกิดปัญหาการเบื่ออาหารได้ และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟันสามารถทำได้ง่าๆเพียงแค่แปรงฟันให้ถูก ภายวิธีหลังจากรับประทานอาหารทุกครั้งและก่อนเข้านอน รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ารับการจัดฟันหรือผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม รวมไปถึงผู้ที่สุขภาพฟันที่แข็งแรงและไม่มีปัญหาสุขภาพฟัน ก็จะต้องมีการระมัดระวังในเรื่องของการรับประทานอาหาร เพราะการรับประทานอาหารที่ส่งผลต่อสุขภาพฟันเช่นเดียวกัน หากเรารับประทานอาหารที่มีความแข็งมากเกินไปและจะต้องใช้แรงในการบดเคี้ยวแรงๆ อาจจะส่งผลทำให้ฟันเกิดหักหรือแตกได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับฟันอย่างแน่นอน เพราะการที่ฟันหักหรือแตกนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพช่องปากและฟันได้ในอนาคต ทำให้คุณมีปัญหาฟันและอาจจะต้องนำไปสู่การสูญเสียฟัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาฟันเช่น กระดูกฟันละลายหรือเป็นโรคเหงือกอักเสบ รวมไปถึงจะทำให้ประสิทธิภาพในการรับประทานอาหาร การพูด ลดลงทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีฟันในการบดเคี้ยวอาหารนั่นเอง

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียมนั้น จัดเป็นฟันเทียมชนิดติดแน่นและใส่เพื่อทดแทนสารธรรมชาติที่สูญเสียไปให้สามารถมีหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร ออกเสียงพูด รวมไปถึงช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่สูญเสียฟันธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการล้มเอียงของฟันที่อยู่บริเวณข้างเคียง ทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตและยังสามารถช่วยชะลอการละลายตัวของกระดูกฟันบริเวณที่ทำการรักษาได้ ภายหลังจากการฝังรากฟันเทียมแล้วจะต้องมีวิธีการดูแลตัวเองและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานอาหารจะต้องมีความระมัดระวัง เพราะการที่ผู้เข้ารับการรักษาบดเคี้ยวอาหารแรงๆ หรือรับประทานอาหารที่มีความแข็ง จะทำให้รากฟันเทียมเกิดการขยายหรือทำให้รากฟันเทียมหลุดได้ เพราะฉะนั้นจะต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ ถ้าหากผู้เข้ารับการรักษาออกแรงในการบดเคี้ยวอาหารหรือรับประทานอาหารที่มีความแข็ง ก็จะส่งผลให้รากฟันเทียมเกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณที่ทำการฝังรากฟันเทียมทำให้ทันตแพทย์จะต้องทำการถอดรากฟันเทียมออก เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ซึ่งก็จะถือว่าเป็นการทำให้เสียเวลาในการรักษาและการที่ทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมใหม่ให้อีกครั้ง ก็จะต้องทำการพักฟื้นหรือบางครั้งอาจจะต้องทำการปลูกกระดูกเพิ่ม เนื่องจากกระดูกขากรรไกรเกิดการเสียหายแล้ว ซึ่งถือว่าจะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการพักฟื้นและการทำการฝังรากฟันเทียมใหม่อีกรอบ



การขบเคี้ยวแรงๆ ทำให้รากฟันเทียมอักเสบ ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://www.idolsmiledental.com/จัดฟัน/

12
ซ่อมบำรุง: การดูแลผนังบ้าน การดูแลรักษาบ้านเพื่อพร้อมรับหน้าฝนเป็นสิ่งที่ไม่ควร หน้าฝนบ้านเรานั้นยาวนาและหนักหนาพอสมควร การดูแลรักษาบ้านเพ่อพร้อมรับหน้าฝนเป็นสิ่งที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงเกี่ยงทำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ การดูแลผนังบ้าน ผนังบ้านมีจุดอ่อนมากมายที่อาจจะเป็นปัญหา หรือบางท่านอาจกำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ก็ได้

1.ร้าวเนื่องจากอิฐทรุดตัวส่งผลให้ปูนฉาบร้าวหากทรุดตัวมากผนังเสียรูปคือบวมหรือเบี้ยวต้องมีการทุบและก่อใหม่แต่ส่วนมากไม่รุนแรงมากการแก้ไขทำได้โดยสกัดผิวและฉาบแต่งใหม่ด้วยปูนฉาบหรือวัสดุกันซึมต่างๆ

2.ร้าวเนื่องจากปูนฉาบหดตัวสาเหตุหลักมาจากช่วงเวลาของการฉาบการฉาบปูนภายนอกอาคารหากฉาบในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดหรือผนังอยู่ฝั่งที่โดนแสงแดดโดยตรงจะส่งผลให้ผนังหดตัวเนื่องจากปูนฉาบแห้งเร็วเกินไปการแก้ไขทำได้โดยยาแนวรอบรอยร้าวด้วยวัสดุกันซึมที่ไม่มีการยืดหดตัวสูง

3.การรั่วซึมอีกอย่างของผนังปูนคือการที่มีการฉาบผนังเพียงด้านเดียวพบมากกับอาคารประเภทตึกแถวหรือผนังที่สร้างชิดแนวเขตที่ดินการก่อผนังแล้วปล่อยเปลือยจะส่งผลให้น้ำซึมผ่านรอยต่อของอิฐเข้ามาสู่ผนังด้านในเนื่องจากไม่มีปูนฉาบเป็นตัวขวางกั้นอีกทั้งตัวอิฐมอญ(อิฐสีแดง),คอนกรีตบล็อค(สีเทาๆ)หรือคอนกรีตมวลเบา(สีขาวๆ)จะมีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำดังนั้นนอกจากน้ำจะรั่วแล้วผนังยังจะชื้นตลอดเวลาทางที่ดีควรจะฉาบผนังทั้งสองด้านและผนังด้านนอกควรผสมกันซึมลงในปูนฉาบด้วย

4.การรั่วซึมเนื่องจากปูนฉาบหรือวัสดุเคลือบผิวหมดสภาพสิ่งของทุกอย่างมีอายุการใช้งานสีทาอาคารจะมีอายุการใช้งานสูงสุด10ปีดังนั้นต้องหมั่นดูแลรักษาทาสีเพื่อรักษาตัวปูนฉาบด้วยส่วนปูนฉาบจะมีอายุการใช้งานประมาณ 20-25ปีหลังจากนั้นเนื้อปูนจะสูญเสียประสิทธิภาพลักษณะจะร่วนและไม่เกาะตัวทำให้อาคารเก่าบางแห่งรั่วซึมเนื่องจากปูนฉาบอาคารหมดสภาพการดูแลรักษาด้วยการหมั่นตรวจสอบและซ่อมแซมการใช้วัสดุทาผิวที่มีคุณสมบัติดีป้องกันแสงแดดและมีการยึดเกาะสูงจะช่วยยืดอายุการใช้งานของผนังฉาบ




ซ่อมบำรุง: การดูแลผนังบ้าน การดูแลรักษาบ้านเพื่อพร้อมรับหน้าฝนเป็นสิ่งที่ไม่ควร  ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://snss.co.th/dt_post/technical-services/

13
อาหารสุขภาพ สารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาด ปัญหาด้านโภชนาการในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่พบบ่อย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ กระดูกบางพรุน โลหิตจาง น้ำหนักลด ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น พลังงานที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ผู้สูงอายุควรได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ คือ วันละ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี่ จากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ พอประมาณ และมีอาหารว่าง 2 มื้อ โดยทุกมื้อควรมีผักผลไม้เพื่อเพิ่มกากอาหาร สารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ

1. โปรตีน ผู้สูงอายุมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนวันละ 60 กรัม โดยเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ดาว ดื่มนมพร่องมันเนยและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นประจำ

2. คาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้ให้เพียงพอเพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ลูกเดือย

3. ไขมัน ผู้สูงอายุต้องการพลังงานจากไขมันเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นและวิตามินที่ละลายในไขมันเพียงพอ ควรลดหรือจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย น้ำมัน กะทิ ครีมเข้มข้น เป็นต้น

4. แคลเซียม แคลเซียมช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและสร้างมวลกระดูกให้มีความหนาแน่น ผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม อาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม ได้แก่ นมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยวไม่หวานจัด) ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (เช่น ฟองเต้าหู้) ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก (เช่น ปลาข้าวสาร) ผักใบเขียวเข้ม ผักสีส้ม (เช่น คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ใบยอ ฟักทอง แครอท)

5. ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันภาวะซีด โลหิตจาง และอาการเหนื่อยง่าย อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์สีแดง (เช่น สันในหมู เนื้อวัว) ผักใบเขียว กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ

6. วิตามินซี ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และทำให้แผลหายเร็วขึ้น อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ บร็อคโคลี่ มันฝรั่ง พริกหวาน ผักโขม มะละกอ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง ส้ม

7. โพแทสเซียม ทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แหล่งอาหารที่มีโพแทสเซียม ได้แก่ กล้วย ส้ม ฝรั่ง ผลไม้แห้ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี่ ผักโขม ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ



อาหารสุขภาพ สารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาด  ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ https://thetastefood.com/อาหารเพื่อสุขภาพ

14
แฟชั่น ความงาม ปลูกผม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง

แฟชั่นความงาม ปัญหาเรื่องความสวยความงาม สำหรับทั้งผู้ชายผู้หญิงมาเฉพาะจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากบริเวณบนใบหน้าไม่ได้รูปคิ้วตาปากจมูกแก้ไม่ได้สัดส่วนเพียงเท่านั้นหากแต่ปัญหาที่เกิดจากเส้นผมสำหรับผู้ที่มีผมบางศีรษะเถิกหรือศีรษะล้านก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองได้ด้วยเช่นกันเพราะสิ่งสำคัญคือเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นผมมีส่วนสำคัญที่จะช่วยทำให้ใบหน้าเราดูดีขึ้นและสร้างเอกลักษณ์ ให้เราได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาและทางออกนี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้าน ก็คือการปลูกผมนั่นเองและเราไปดูกันว่าวิธีการปลูกพบในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอะไรบ้าง


ในปัจจุบันมี 2 ประเภทคือการปลูกผมจริงและการปลูกผมเทียม
- การปลูกผมจริงเป็นการย้ายเส้นผมจริงของเราที่อยู่บริเวณท้ายทอยนำมาปลูกในบริเวณที่เกิดภาวะหัวล้านหรือบริเวณที่ผมบางมากซึ่งการย้ายเส้นผมนี้จะมี 2 วิธีอีกเช่นกันนั่นก็คือการตัดแผ่นหนังศีรษะบริเวณที่ต้องการออกมาเพื่อนำมาซอยให้ได้กลุ่มผมที่เป็นกราฟตามที่ต้องการและนำไปฝังลงในบริเวณที่ศีรษะล้านบริเวณ พี่มีผมบางและวิธีที่สองก็คือการ เจาเพื่อนำเส้นผมแต่ละกราฟออกมาแนะนำไปปลูกใหม่
- การปลูกผมเทียมเป็นการนำเส้นผมสังเคราะห์หรือผมเทียมมาปลูกลงบนศีรษะวิธีนี้ค่อนข้างนิยมมากในประเทศญี่ปุ่นแต่สำหรับในบ้านเรายังไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากลมเทียมมีความปลอดภัยและหักง่ายเมื่อหักไปแล้วก็ยังไม่สามารถยาวขึ้นมาเหมือนเส้นผมธรรมชาติได้อีกด้วยทำให้การปลูกผมวิธีนี้ ต้องปลูกใหม่อยู่เรื่อยๆและต้องเสียเงินไปกับการปลูกผมเทียมเป็นระยะ



การปลูกผมในปัจจุบันนี้ใช้เทคโนโลยีต่างๆได้แก่

Strip Harvest Technique หรือเรียกกันว่า FUT
เป็นวิธีการปลูกผมสมัยใหม่ แต่เป็นในแบบมาตรฐานและยังคงนิยมใช้กันอยู่ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเล็กโดยแพทย์ผู้ชำนาญการจะใช้การตัดหนังศีรษะจากทางด้านหลังโดยจะเลือกช่วงที่ระบบผมแข็งแรงที่สุดและนำมาวางในส่วนที่ต้องการทำศัลยกรรมวิธีการนี้จะต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญการผ่าตัดด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้นถึงแม้ว่าจะเป็นการตัดชิ้นส่วนเพียงแค่เล็กน้อยจากหนังศีรษะของเราแต่ก็ถือว่าเป็นส่วนที่มีความละเอียดอ่อนและมีความสำคัญและยังคงต้องคงสภาพรากผมให้อยู่ได้มากที่สุดเพื่อนำมาเย็บในส่วนที่ต้องการจะแก้ไขนั้นเอง


ARTAS หรือ การศัลยกรรมโดยหุ่นยนต์
วิธีการนี้จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพราะเป็นการใช้นวัตกรรมสมัยใหม่และใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากๆโดยการใช้หุ่นยนต์ในการศัลยกรรมหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยพร้อมซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาเพื่อทำศัลยกรรมปลูกผมโดยเฉพาะจึงทำให้เป็นวิธีการที่สะดวกและลดขั้นตอนต่างๆ เพราะหุ่นยนต์ตัวนี้จะสามารถ เก็บรากผมในบริเวณที่ต้องการและทำการตรวจสอบความหนาแน่นของเส้นผมรวมไปถึงความแข็งแรงของรากผมและยังสามารถช่วยเตรียมปลูกผมในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว


แฟชั่น ความงาม ปลูกผม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ สุขภาพดี.net

15
น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์สูตรชีวภาพ

ส่วนประกอบ ใน น้ำยาอเนกประสงค์ สูตรชีวภาพเข้มข้น ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ สองส่วน ได้แก่
1) สารสกัดเอนไซม์จากจุลินทรีย์คัดสายพันธ์ุพิเศษ บี-ไบร์ท
เป็นของเหลวใส สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอมของสารปรุงแต่งจากธรรมชาติ ประกอบด้วยสารเอนไซม์สกัดจากเทคโนโลยีชีวภาพบี-ไบร์ท มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน กรดนี้มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันหรือขจัดคราบสกปรกต่างๆ ได้ดี และมีคุณสมบัติที่ช่วยยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์กลุ่มทำลาย ทำให้ช่วยลดปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่เกิดจากเชื้อโรคได้ ประหยัดแรงงานและเวลาในการทำความสะอาด ปลอดภภัยต่อผู้ใช้งาน สามารถสัมผัสได้ ปลอดภัยต่อพื้นผิววัสดุ และน้ำทิ้งจากการชำระล้าง หรือการซักล้างต่างๆ เมื่อปล่อยสู่แหล่งสาธารณะจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและจุลินทรีย์ธรรมชาติ ในขณะที่การชำระล้างหรือการซักล้างด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำจากสารเคมี จะมีผลกระทบหรือเป็นอันตรายต่อทั้งผู้ใช้งาน ผิวสัมผัส พื้นผิวต่าง ๆ และเมื่อปล่อยลงสู่ธรรมชาติ จะตกค้างและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมทั้งมีส่วนทำลายจุลินทรีย์ธรรมชาติให้เสียสมดุล

2) สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) เป็นสารที่เมื่อละลายน้ำแล้วจะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ คำว่า Surfactant มาจากคำว่า Surface active agent โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัวที่เป็น Hydrophilic (ชอบน้ำ หรือ หัวสีเขียว) และ ส่วนหางที่เป็น Hydrophobic (ไม่ชอบน้ำแต่ชอบน้ำมันหรือหางสีส้ม)
หลักการทำงานของสารลดแรงตึงผิว คือ ส่วนที่ชอบน้ำจะทำการจับน้ำ และส่วนที่ชอบน้ำมันจะทำการจับสิ่งสกปรกพวกไขมัน (ก้อนสีเหลือง) ที่ไม่สามารถละลายน้ำได้ ทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปแล้วแขวนลอยอยู่ในน้ำ

วิธีใช้

ผสมน้ำตามความเข้มข้นที่ต้องการ ใช้ซักล้าง ขัดถู พื้นผิว สุขภัณฑ์ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม



สนใจติดต่อ
Call Center: 02 880 4744
Telesales: 088 022 3536 (กิ๊ฟ)
088 022 3533 (แอน)

Line: @bcithailand
Facebook: Bciworld
Instagram: bci.official


น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์สูตรชีวภาพ ดูเพิ่มติมคลิ๊กที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=DctYf2eox3o


ติดตามรายละเอียดสินค้า เพื่อสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพ ได้ท่ี่เว็บ https://www.bcithailand.net

หน้า: [1] 2 3 ... 5